และแล้ววันนี้ก็มาถึง... วันที่ผมจะได้ยลโฉมราชินีแห่งอาเดรียติก... เมืองแห่งสายน้ำซึ่งไม่เหมือนใครในโลกนี้... วันนี้ผมจะได้ล่องไปในแกรนด์คาแนล ได้เดินทอดน่องข้ามสะพานรีอัลโต ได้จิบกาแฟกลางจตุรัสซานมาร์โค ได้... ได้... และ ได้... โอ๊ย! พอดีกว่า!
 
 
การท่องเที่ยวในเวนิซนั้นลืมพาหนะอื่นไปได้เลยครับ เพราะที่นี่มีแต่เรือ เรือ และ เรือ ซึ่งการเดินทางที่ทั้งสะดวกและสบายกระเป๋าที่สุดก็ไม่พ้นเรือเมล์ หรือ วาโปเร็ตโต นั่นเอง
 
ค่าบริการวาโปเร็ตโต ตก เที่ยวละ 7 ยูโร แนะนำให้ซื้อตั๋ววัน ใช้ได้ 24 ชั่วโมง ราคา 20 ยูโร ไปเลยครับ คุ้มแน่นอน (สำหรับใครที่วางแผนเที่ยวหลายวันก็อาจซื้อตั๋วที่ยาวกว่านี้ได้)
 
ปล. เมื่อซื้อตั๋วมาแล้ว ก่อนขึ้นครั้งแรก อย่าลืม Validated ที่เครื่องก่อนด้วย ไม่งั้นมีสิทธิโดนปรับภายหลังได้
 
 
จุดหมายแรกของเราคือสะพานรีอัลโตกับตลาดรีอัลโต หนึ่งในสัญลักษณ์ประจำเวนิซครับ สงสัยเราจะมาเช้าไป เงียบกริบเชียว แต่ เดี๋ยวสิ เฮ้ย!! นี่มันจะสิบโมงเช้าแล้วนะ!!
 
 
ดูท่าราชินีนางนี้จะตื่นสายกว่าที่คิด เลยหาร้านกาแฟจิบฆ่าเวลาซะหน่อย
 
 
ที่ตลาดรีอัลโตเริ่มมีแผงขายผลไม้มาเปิดแล้ว สตรอเบอร์รี่น่ากินขนาดนี้ใครจะอดใจไหว
 
 
ถ่ายรูปเล่นซะหน่อย คนร้างๆ แบบนี้ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ
 
 
กลับมาสะพานรีอัลโตอีกทีเพื่อนั่งเรือไปต่อ ร้านรวงเริ่มเปิดกันแล้ว บรรยากาศดูคึกคักขึ้นอย่างถนัดตา
 
 
จุดหมายต่อไปได้แก่สะพานอัคคาเดเมีย สะพานไม้ข้ามแกรนด์คาแนลหนึ่งเดียวของเวเนเซีย เป็นสะพานที่มองวิวโบสถ์ซานตามาเรีย เดลลา ซาลูเต้ ได้งดงามมาก
 
คู่รักนิยมเขียนชื่อบนแม่กุญแจแล้วคล้องไว้ตามราวสะพานด้วย
 
 
จุดหมายต่อจากนี้คือจัตุรัสซานมาร์โค แต่รอบนี้ไม่นั่งเรือแล้ว ขอเปลี่ยนบรรยากาศมาเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยในเมืองดูมั่ง
 
 
ซึ่งก็คิดไม่ผิดจริงๆ ไม่ว่าเดินผ่านตรงไหนก็ดูสวยงาม น่ารัก น่าถ่ายรูปไปหมด
 
 
เจอตราเกตโต หรือกอนโดล่าข้ามฟากด้วยครับ เนื่องจากตลอดแกรนด์คาแนลซึ่งเป็นคลองสายหลักของเมืองมีสะพานอยู่น้อยมาก การสัญจรไปมาจึงต้องอาศัยกอนโดล่าข้ามฟากประกอบด้วย โดยค่าโดยสารสำหรับนักท่องเที่ยว แค่ 2 ยูโร เท่านั้นครับ สำหรับใครที่อยากลองนั่งกอนโดล่า แต่ไม่อยากจ่ายค่ากอนโดล่านำเที่ยวราคาแพงหูฉี่ ก็สามารถนั่งตราเกตโตแก้ขัดแทนได้ (ถึงจะไม่มีการประดับตกแต่งหรูหรา แต่ก็ได้ชื่อว่ากอนโดล่าเหมือนกันนะเออ)
 
 
ถึงแล้ว!!! จัตุรัส ซานมาร์โค หรือ จัตุรัสเซ็นต์มาร์ก สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออันดับหนึ่งของเวนิซ 
 
 
หอระฆังกัมปานีเล
 
 
ยอดของหอระฆังเป็นจุดที่สูงที่สุดในเวนิซ สามารถจ่ายเงินขึ้นลิฟท์ไปชมวิวได้ คิวยาวมากครับ แต่รอบนี้คิวยาวยังไงก็สู้!!!
 
 
มื้อเที่ยงขอดื่มด่ำบรรยากาศที่คาเฟ่ฟลอเรียน ร้านกาแฟชื่อดังซึ่งอยู่เคียงคู่จัตุรัสซานมาร์โคมานานกว่า 300 ปี
 
 
เห็นจานน้อยๆ แบบนี้ ราคาไม่น้อยตามจานนะจะบอกให้
 
 
ปิดท้ายด้วยคาเฟ่ ลาเต้ ครับ ที่นี่จะเสริ์ฟมาเป็นเหยือกกาแฟกับนมแยกกัน ให้มาผสมเองตามความประสงค์ เฉลี่ยแล้วชงได้ประมาณ 3 แก้ว ไม่รู้ว่าเพราะรสชาติ บรรยากาศ หรือ ราคาของมันกันแน่ที่ทำให้กาแฟแก้วนี้อร่อยที่สุดในชีวิตผมเลยก็ว่าได้
 
อาจจะเห็นว่ากินนิดเดียว แต่มื้อนี้เป็นมื้อที่แพงที่สุดในทริปเลยนะครับ ค่าเสียหายล่อไปเกือบ 90 ยูโร (ชาร์จค่าดนตรีท่านละ 6 ยูโร) จ่ายไปขนาดนี้ เลยนั่งซึมซับบรรยากาศจนแทบไม่ยอมลุก รับรองว่าจะเก็บความทรงจำนี้ไว้ให้ขึ้นใจตราบนานเท่านาน
 
นี่ถ้ามีเวลาเที่ยวเวนิซอีกซักวัน ผมอาจจะนั่งจิบกาแฟยันเย็นไม่ไปไหนเลยก็ได้ แต่เมื่อความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น ก็เห็นทีต้องออกตะลอนกันต่อแล้วล่ะ
 
 
โบสถ์ซานมาร์โคครับ เข้าชมฟรี แต่ข้างในห้ามถ่ายรูป (ก็เห็นมีคนถ่ายอยู่ดี แต่สุภาพชนอย่างเราต้องเคารพกฎ อิอิ) ที่นี่ถือเป็นวิหารประจำเมืองเวนิซ ความงดงามของมันเทียบชั้นมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ของวาติกันได้อย่างสบายๆ
 
 
จากจตุรัส เดินเลียบวังผู้ครองนคร (Doge's Palace) อ้อมไปหน่อยก็จะพบกับสะพานถอนหายใจ (Bridge of Sighs หรือ Ponte dei Sospiri) เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างวังกับคุก เหตุที่ตั้งชื่อเช่นนี้เพราะสะพานแห่งนี้เป็นที่ๆ นักโทษจะได้เห็นทิวทัศน์อันงดงามของเวนิซเป็นครั้งสุดท้ายก่อนสูญเสียอิสรภาพ ซึ่งไม่ว่าใครก็มักอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
 
 
จากจัตุรัสซานมาร์โค เรานั่งวาโปเร็ตโต มายังเกาะมูราโน่ เพื่อชมเครื่องแก้วเวเนเซียอันโด่งดังไปทั่วโลก
 
มีโชว์การเป่าแก้วให้ดูสดๆ ด้วย ม้าตัวที่เห็นนั่น ใช้เวลาทำไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำ สุดยอดจริงๆ
 
ในร้านเต็มไปด้วยเครื่องแก้วมากมาย งดงามเป็นที่สุด (แต่ราคาก็เล่นเอาจับไม่ลงเหมือนกัน) เสียดายที่เขาห้ามถ่ายรูปจึงไม่ได้เก็บภาพมาฝากกัน
 
 
ถึงแม้จะเหนื่อยล้ากันเต็มที แต่ก็ยังถ่อมาที่จัตุรัสซานมาร์โคกันอีกรอบเพื่อเก็บภาพยามโพล้เพล้
 
 
แสงอ่อนๆ ของอาทิตย์อัสดง ต้องกับตึกรามบ้านช่องและกระแสน้ำ
 
 
เชื่อไหมว่านี่เวลาสองทุ่มกว่าแล้ว วิ่งถ่ายรูปกันจ้าละหวั่นเลยเพราะกลัวแสงจะหมดซะก่อน
 
 
ขณะนั่งเรือกลับ ก็ยังอุตส่าห์มายืนถ่ายรูปที่ท้ายลำด้วยความอาลัยอาวรณ์
 
 
ว่าจะแวะซื้อของที่ตลาดรีอัลโตก่อนกลับที่พักซะหน่อย แต่กว่าจะมาถึงตลาดก็วายเสียแล้ว
 
 
บรรยากาศยามค่ำคืนของเวเนเซีย มีแสงไฟสีส้มตามถนนหนทางและอาคารบ้านเรือนสะท้อนไปมาบนผิวน้ำ
 
วันนี้นับเป็นอีกวันที่ได้เดินเที่ยวอย่างอิ่มอกอิ่มใจมากที่สุดในชีวิตเลยครับ ถ้ามีเวลา อยากจะอยู่ต่ออีกสักสามวันสี่วัน เพราะเวนิซยังมีสถานที่ท่องเที่ยวและมุมสวยๆ ให้ค้นหาอีกมากมาย แต่ก็ทำได้แค่ข่มตาหลับลงใต้อ้อมกอดของราชินีองค์นี้อีกสักคืนและเตรียมโบกมือลาจากกันในวันรุ่งขึ้น
 
ลาก่อนเวเนเซีย...หากมีโอกาสคงได้พบกันอีก...
 
To Be Continued...
 

Comment

Comment:

Tweet