เวลาที่อิตาลีช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง ถึงจะไม่กลับตาลปัตรเหมือนอเมริกา แต่ก็ต้องอาศัยเวลาปรับตัวเหมือนกัน เช้ามืดของที่นี่ก็เท่ากับสายๆ ของบ้านเราแล้ว เป็นเหตุให้คณะเดินทางของเราตาสว่างกันตั้งแต่ตีสี่ กว่าโรงแรมจะเสิร์ฟอาหารเช้าก็ตั้งแปดโมง จะให้รอก็คงไม่ไหว เลยต้มโจ๊กคนอร์กินรองท้องแล้วตัดสินใจออกตะลุยกันตั้งแต่หกโมงเช้าเลย
 
ปล. ทริปนี้ยังคงคอนเซ็ปเดิมเหมือนคราวไปญี่ปุ่นครับ คือมื้อเช้ากับเย็นจะกินที่โรงแรมเป็นหลัก โดยเตรียมบรรดาอาหารสำเร็จรูปจากเมืองไทยไปให้พร้อม และจะกินอาหารข้างนอกเฉพาะมื้อกลางวันเท่านั้น ทำให้ช่วยเซฟค่าเที่ยวไปได้เยอะ
 
 
จุดหมายแรกของวันนี้คือกรุงวาติกัน ศูนย์กลางของศาสนจักร โดยนั่งรถไฟใต้ดินจากสถานี Termini ใกล้ๆ โรงแรมไปลงสถานี Ottaviano แล้วเดินต่ออีกนิดก็ถึง สถานที่เที่ยวในวาติกันมีอยู่หลายแห่งครับ ทั้งจตุรัส โบสถ์ ปราสาท และพิพิธภัณฑ์ แต่ผมวางแผนเก็บแค่จัตุรัสเซ็นต์ปีเตอร์ (Piazza Pietro) กับ มหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ (Basilica di San Pietro) ซึ่งเป็นไฮไลท์หลักๆ เท่านั้น
 
 
บรรยากาศรอบจัตุรัสดูยิ่งใหญ่อลังการมาก มีการตรวจกระเป๋าก่อนเข้าไปด้วย แต่เท่าที่ดูก็ไม่ได้เข้มงวดอะไรนัก อ้อ ลืมบอกไปว่าทั้งจัตุรัสและมหาวิหารสามารถเข้าชมได้ฟรีเน่อ ^^
 
 
ภายนอกวิหารว่ายิ่งใหญ่แล้ว แต่ข้างในยิ่งน่าตื่นตาตื่นใจกว่าหลายเท่า สมแล้วที่เป็นวิหารประจำกรุงวาติกัน ศูนย์กลางศาสนจักรของโลก ตามเสา กำแพง และเพดาน เต็มไปด้วยรูปแกะสลัก ภาพวาด และงานศิลปะ แลดูงดงามเป็นที่สุด
 
 
ดูความปราณีตของรูปสลักกันให้ชัดๆ
 
 
รูปสลักของนักบุญปีเตอร์ พระสันตะปาปาองค์แรก และภาพวาดเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ศาสนาคริสต์
 
 
งดงาม หมดจด ทุกรายละเอียดจริงๆ
 
 
ยอดโดมของมหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์เป็นจุดที่สูงที่สุดในกรุงโรม นับเป็นที่ๆ เหมาะกับการขึ้นไปชมวิวอย่างยิ่ง แต่อันนี้ไม่ฟรีแล้วครับ ตั๋วมีสองแบบ คือตั๋วราคา 7 ยูโร สำหรับขึ้นลิฟท์แล้วไปต่อบันไดอีก 320 ขั้น กับตั๋ว 5 ยูโร ที่ต้องเดินลูกเดียว 551 ขั้น ดูแล้วไม่ต่างกันมาก เลยยอมเหนื่อยอีกหน่อยเพื่อประหยัดตังค์ดีกว่า เหอๆ
 
ระหว่างทางขึ้นไปก็จะมีจุดให้พักชมทิวทัศน์ ได้เห็นบรรยากาศภายในวิหารจากมุมมองด้านบน รวมทั้งชมงานศิลปะภายในโดมด้วย
 
 
ยิ่งสูงขึ้น ทางเดินก็ยิ่งแคบ สำหรับคนรูปร่างอุดมสมบูรณ์กรุณาคิดก่อนขึ้นนะคร้าบบบ
 
 
กว่าจะขึ้นถึงยอด เล่นเอาหายใจไม่เป็นจังหวะ แต่ทิวทัศน์ที่ได้เห็นก็นับว่าคุ้มค่า
 
 
กลับลงมาด้านล่างอีกที นักท่องเที่ยวเพียบเลยครับ กว่าจะได้เข้าวิหารต้องต่อคิวกันยาวเหยียด ดีนะที่เรามาก่อนตั้งแต่เช้า อ้อ ที่เห็นใส่ชุดสีฉูดฉาดนั่นคือสวิสการ์ดครับ เป็นทหารรักษาการณ์ประจำกรุงวาติกัน พูดง่ายๆ ก็เหมือน รปภ. นั่นแหละ ว่าแต่ชุดรุ่มร่ามแบบนั้นจะไปสู้รบปรบมือกะใครไหวเนี่ย
 
 
เหนื่อยๆ กันมาก็ต้องเติมพลังกันหน่อย มื้อเที่ยงวันนี้เป็นพานีนี่ (แซนด์วิชอิตาลี) สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศ และสลัดผักเพื่อสุขภาพ
 
 
จุดหมายต่อไปได้แก่โคลอสเซียม หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ประจำกรุงโรมแล้ว ยังนับเป็นหลักฐานแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมันในอดีตได้เป็นอย่างดี
 
การเดินทางไปง่ายมากครับ ขึ้นรถไฟใต้ดินลงที่สถานี Colosseo ยังไม่ทันเดินออกจากสถานีก็เห็นโคลอสเซียมตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าแล้ว
 
บริเวณโคลอสเซียม สามารถมองเห็นประตูชัยคอนสแตนติน และโรมันฟอรัมอยู่ใกล้ๆ ทั้งยังรายรอบไปด้วยร้านค้าและรถม้าไว้บริการนักท่องเที่ยว
 
 
คิวต่อแถวซื้อตั๋วเข้าชมโคลอสเซียมยาวมากครับ กว่าจะซื้อได้เล่นเอายืนจนปวดขา โดยตั๋วนี้สามารถเข้าชมได้ทั้งโคลอสเซียม โรมันฟอรัม และเนินเขาปาลาติเน ราคาประมาณ 10 ยูโร (จำราคาแน่นอนไม่ได้ แหะๆ)
 
 
ข้างในดูอลังการไม่แพ้มองจากด้านนอกเลยครับ มีร้านขายของที่ระลึก รวมถึงบริเวณที่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมจัดแสดงความเป็นมาของโคลอสเซียมด้วย
 
 
เสร็จจากโคลอสเซียม ร่างกายเริ่มอ่อนล้าได้ที่ แต่ก็ยังกัดฟันเดินเที่ยวโรมันฟอรัม กับ เนินเขาปาลาติเนต่อ โดยทั้งสองแห่งที่ว่าล้วนเป็นซากเมืองเก่าสมัยโรมัน ซึ่งอยู่ในอาณาเขตเดียวกันนั่นแหละ
 
 
อารมณ์ประมาณอยุธยา เมืองเก่าของเราแต่ก่อนเลยแฮะ 55+
 
ปล. ทั้งโคลอสเซียม โรมันฟอรัม และเนินเขาปาลาติเน ล้วนตั้งอยู่กลางแจ้ง สำหรับคนที่กลัวแดดควรเลือกมาตั้งแต่เช้าหรือไม่ก็รอจนแดดร่มเสียก่อนก็จะเป็นมิตรกับสุขภาพผิวมากกว่านะครับ
 
 
เก็บภาพโคลอสเซียมและประตูชัยคอนสแตนตินจากอีกมุมหนึ่งเป็นที่ระลึกก่อนนั่งรถไฟใต้ดินกลับโรงแรม เป็นอันปิดฉากการท่องเที่ยวในกรุงโรมแต่เพียงเท่านี้
 
To Be Continued...
 

Comment

Comment:

Tweet