ทิ้งร้าง Blog มานานกว่าหนึ่งปี จนผู้ติดตามที่มีอยู่น้อยนิดคงจะหายหน้าหายตากันไปหมดแล้ว แถมกระแส Social Network ที่แรงเสียจนใครไม่เล่นถือว่าเชยก็พาให้คิดว่าเราจะมาบ้าเขียน Blog ที่เหมือนเป็นของเก่าล้าสมัยไปแล้วอยู่ทำไม แต่อาจเพราะจิตวิญญาณมันเปลี่ยนกันยากหรือเพราะตัวผมมันกลายสภาพเป็นไม้แก่ไปเสียแล้วล่ะมั้งที่ทำให้ยังไง๊ยังไงก็ยังคงอยากใช้ Blog แห่งนี้เป็นโทรโข่งความคิดอยู่นั่นเอง
 
ด้วยเพราะอายุอานามถึงวัยทำงานแล้ว ไอ้ครั้นจะได้ไปตะลอนที่นู่นที่นี่ได้สบายแฮเหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ถนัดนัก หรือถึงจะหาช่องว่างหนีเที่ยวได้บ้าง กลับมาก็มักจะลืมหรือขี้เกียจอัพเดท Blog อยู่ร่ำไป ขนาด Trip ญี่ปุ่นที่ไปมาเมื่อ 2 ปี ก่อนนู้น ก็ยังถูกดองเค็มมาจนบัดนี้ บอกตามตรงว่าขนาดตัวผมเองยังแอบคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้เขียนอะไรลง Blog อีกแล้วด้วยซ้ำ
 
แต่แล้วเหตุพลิกผันก็เกิดขึ้น!! (ขอโอเวอร์นิสนึงเพื่อให้ได้อารมณ์ 55) ราวๆ 2 เดือน ก่อน ทางบ้านผมเกิดอยากไปอิตาลีขึ้นมาโดยจะให้ผมเป็นคนจัดทริป งานนี้ก็มีแต่ต้อง Say Yes! ล่ะครับ ก็แหม! จะได้ไปเยือนเมืองต้นแบบของ Neo-Venezia (จากเรื่อง ARIA) ทั้งที จะให้ปฏิเสธได้อย่างไร ซึ่งหลังจากที่ไปมาแล้ว ก็ยอมรับว่าความประทับใจที่ได้นั้นสูสีคู่คี่กับทริปญี่ปุ่นเลยเชียวล่ะ เพราะฉะนั้นขณะที่ไฟแห่งความปลาบปลื้มยังเอ่อล้นอยู่ในอก ประกอบกับรายละเอียดการท่องเที่ยวยังไม่หนีไปจากสมองน้อยๆ นี้ ก็ขอนำเรื่องราวมาบอกเล่าผ่าน Blog ร้างๆ ให้บรรดาผู้ที่บังเอิญสะดุดผ่านมาได้เชยชมกันหน่อยเถอะ
 
ทริปนี้ผมใช้เวลาเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน โดยผลักภาระเรื่อง VISA ให้คนอื่นดูแลไป สำหรับการทำ VISA อิตาลีนั้นค่อนข้างจุกจิกจู้จี้อยู่ซะหน่อย ถึงขนาดต้องมีรายละเอียดการจองที่พักให้ครบทุกคืนที่เราวางแผนเดินทางไปโดยจะต้องสอดคล้องกับวันเวลาของตั๋วเดินทางไปกลับด้วย หลังจากยื่นเรื่องแล้วกว่าจะได้ VISA ก็กินเวลาหลายสัปดาห์ ใครวางแผนจะไปก็เตรียมตัวล่วงหน้านานๆ หน่อยล่ะ
 
สำหรับที่พักผมจองผ่านเวปไซต์ http://www.hostelworld.com เหมือนเช่นเคย สนนราคาเฉลี่ยคนละ 30-40 ยูโร ต่อคน ต่อคืน รวม 6 คืน ก็ตกคนละ 7,000 กว่าบาท นับว่าถูกมากๆ
 
ส่วนการเดินทางข้ามเมืองนั้น ตอนแรกผมเห็นว่าทางอิตาลีเขามี Rail Pass เหมือนญี่ปุ่น ราคาตั๋วชั้นสอง ชนิดใช้ได้ 7 วัน แบบ Saver (เดินทางพร้อมกันสองคนขึ้นไป) ตกคนละ 185 ยูโร โดยต้องซื้อจากนอกประเทศอิตาลีเช่นเดียวกับ JR Pass ของญีปุ่น ก็กะว่านี่แหละคุ้มที่สุดแล้ว แต่ไปๆ มาๆ พอลองหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต พบว่า Rail Pass ของอิตาลีนั้น หากจะใช้ขึ้นรถไฟความเร็วสูงจะต้องเสียค่าจองที่นั่งอีกคนละ 10 ยูโร แถมเผลอๆ หากไม่ได้เดินทางข้ามเมืองเยอะแยะมากมาย ไปซื้อตั๋วเที่ยวต่อเที่ยวเอาจะประหยัดกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้นหากใครลังเลว่าจะซื้อ Rail Pass ดีหรือไม่ก็ลองเช็คราคาตั๋วได้ที่ http://www.trenitalia.com ดูครับ (หมายถึงเฉพาะคนที่เที่ยวเจาะเฉพาะอิตาลีนะครับ ถ้าใครวางแผนนั่งรถไฟข้ามไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย ผมว่าซื้อ Eurial Pass ยังไงๆ ก็น่าจะคุ้ม)
 
แผนการเดินทางที่ผมวางไว้ คือจะนั่งเครื่่องบินไปลงที่โรม แล้วเที่ยวไล่ขึ้นไปทางเหนือตั้งแต่ ฟลอเรนซ์ ปิซ่า เวนิซ แล้วไปนั่งเครื่องบินกลับกรุงเทพที่มิลาน รวมเวลาเที่ยว 7 วัน 6 คืน เต็มๆ
 
เกริ่นมานาน เดี๋ยวจะเบื่อซะก่อน เอาเป็นว่าเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่า!
 
 
จากสนามบินฟิอูมิชีโน (Fiumicino) หรือสนามบินเลโอนาร์โด ดาวินชี นั่งรถไฟสาย Leonado Express ราคาคนละ 14 ยูโร เข้าตัวเมือง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที โดยจะสุดสายที่สถานี Termini ซึ่งนับเป็นสถานีรถไฟกลางของโรม โดยที่พักที่ผมจองไว้ก็อยู่ใกล้ๆ สถานีนี้แหละ
 
อาคารบ้านเรือนในกรุงโรมจะเป็นอาคารทรงเตี้ยๆ แลดูเก่าแก่ สมกับเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนาน
 
 
จากสถานีรถไฟผมเดินไปตามถนนโดยดูจากแผนที่ๆ ปรินท์มา อย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะนึกว่าทุกอย่างช่างเป็นไปตามแผนเป๊ะๆ แต่แล้วก็ต้องสะอึก เพราะเมื่อเดินไปยังจุดที่ในแผนที่บอกว่าเป็นโรงแรม ปรากฏว่ามีแต่ความว่างเปล่า ไร้ซึ่งป้ายหรือตัวหนังสือใดๆ ที่จะบ่งบอกว่ามีโรงแรมอยู่บริเวณนั้น เดินลุกลี้ลุกลนเป็นบ้านนอกเข้ากรุงอยู่สักพักจึงเหลือบไปเห็นป้ายเล็กๆ ตรงออดประตู พบว่าชื่อโรงแรมมันอยู่ตรงนั้นเอง!!! โอ้ มายก็อด! ใครมันจะไปเห็นฟระ!!!
 
โรงแรมที่ว่าอยู่ชั้นสามครับ สภาพห้องถือว่าโอเคทีเดียวสำหรับราคาเท่านี้ แถมยังรวมอาหารเช้าอีกตะหาก ข้อเสียคือเตียงเสริมนอนแล้วมันยวบ ทำให้ปวดหลัง แถมแอร์ก็ดูไม่ค่อยจะทำหน้าที่เป็นแอร์เท่าไหร่ ดีที่ช่วงนี้อากาศค่อนข้างเย็นสบาย เลยไม่เดือดร้อนอะไรนัก โดยรวมเทียบกับราคาแล้วถือว่าคุ้มค่าครับ ใครสนใจ โรมแรมนี้มีชื่อว่า La Casa di Rosy เด้อ
 
 
ไม่ไกลจากโรมแรมมีซุปเปอร์มาเก็ตด้วยนะเออ (ปล.แตงโมลูกยักษ์มากกก)
 
 
เนื่่องจากวันนี้เป็นวันแรกของการเดินทาง เลยตั้งใจว่าแค่เดินชมเมืองดูบรรยากาศก็พอ
 
การเดินทางในโรมไม่ยากครับ มีทั้งรถเมล์ รถราง และรถไฟใต้ดิน (Metro) โดยตามแผนของผม แค่รถไฟใต้ดินอย่างเดียวก็ครอบคลุมหมดแล้ว
 
รถไฟใต้ดินที่นี่นั่งง่ายครับ หนึ่งเที่ยวราคา 1.50 ยูโร ตลอดสาย ไม่สนระยะทาง หากคิดว่าต้องเดินทางตั้งแต่ 4 เที่ยวขึ้นไปแนะนำให้ซื้อตั๋ววันราคา 6 ยูโร ไปเลยจะคุ้มกว่า
 
จากสถานี Termini ผมนั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Barberini แล้วเดินต่อมายังน้ำพุเทรวี (Fontana di Trevi) ที่นักท่องเที่ยวนิยมมายืนหันหลังแล้วโยนเหรียญลงน้ำพุแบบในหนัง
 
บรรยากาศกระจ่างตาขนาดนี้ นาฬิกาก็ชี้เวลาเที่ยงพอดี ได้เวลาหาของหม่ำกันล่ะ
 
 
แน่นอนว่ามื้อแรกในอิตาลีจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากพิซซ่า (บวกสลัดซะหน่อยเพื่อไฟเบอร์ในร่างกาย) คนที่นี่เขากินพิซซ่าหนึ่งถาดต่อหนึ่งคนกันเลยนะครับ ไม่ได้แชร์กันสี่คนห้าคนแบบบ้านเรา แต่กระเพาะเอเซียอย่างผม ขืนกินคนเดียวทั้งถาดก็กลัวจะพาลเดินต่อไม่ไหว ระหว่างกินมีวณิพกมาเล่นเพลงให้ฟังด้วย หากมีน้ำใจก็ให้ตังค์เขาสักนิสนึง
 
 
จากน้ำพุเทรวี สามารถเดินลัดเลาะไปยังบันไดสเปน (Spanish Steps) ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญอีกแห่งหนึ่งได้ ซึ่งระหว่างที่เดินนั้นก็จะเห็นรูปปั้นและสิ่งน่าสนใจตลอดทางเลยทีเดียว
 
 
จากบันไดสเปน มีถนน Via Condotti ไปบรรจบกับถนน Via del Corso ซึ่งย่านนี้นับว่าเป็นถนนแฟชั่นและแหล่งช้อปปิ้งของกรุงโรม แต่เนื่องจากคณะเดินทางเราไม่เน้นช็อป จึงขอซื้อไอศครีมเจลาโต้กินไปพลางเดินชมบรรยากาศไปพลางดีกว่า
 
เดินได้สักพักฝนก็เริ่มเทลงมา ดูนาฬิกาเห็นว่าน่าจะสมควรแก่เวลาแล้ว จึงลงสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดกลับที่พักเพื่อเก็บแรงเอาไว้ลุยของหนักในวันพรุ่งนี้
 
To Be Continued...
 

Comment

Comment:

Tweet