หนังแนวซูเปอร์ฮีโร่จัดเป็นหนังทำเงินที่ได้รับความนิยมมาตลอดตั้งแต่สมัยที่เทคนิคการถ่ายทำยังไม่ใคร่จะสมจริงนัก จนมาถึงยุคที่สเปเชี่ยลเอฟเฟกเฟื่องฟูอย่างทุกวันนี้ ผมมาคิดๆ ดูแล้วเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะต่อให้เป็นประเทศที่กฎหมายและระบบการยุติธรรมก้าวหน้าสักแค่ไหน แต่บางครั้งกระบวนการหรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก อุ้ยอ้าย และเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมายก็ทำให้คนดีท้อแท้ คนชั่วสบายแฮได้เหมือนกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนบางกลุ่มที่อยู่ไกลเกินกว่าอำนาจรัฐจะอาจเอื้อม ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมที่เพียงพอจึงเป็นปมในใจผู้คนมาทุกยุคทุกสมัย เพราะเหตุนี้กระมังที่ทำให้ลึกๆ แล้วเราต่างโหยหาพลังอำนาจอะไรสักอย่างที่สามารถฉีกกระชากระเบียบขั้นตอนที่น่าเบื่อเหล่านั้น เข้าปราบปรามคนชั่ว อภิบาลคนดีได้อย่างทันท่วงที
 
 
ผมเป็นคนนึงที่ดูหนังและการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่มาตั้งแต่เด็กๆ แต่บอกตามตรงว่าพอโตขึ้นมาถึงระดับหนึ่ง หนังซูเปอร์ฮีโร่สำหรับผมก็กลายเป็นแค่หนังตลาดขายฝันดาดๆ ทั่วไป มีฮีโร่ มีเหล่าร้าย ฮีโร่ออกมาโชว์เทพปราบเหล่าร้าย แล้วก็จบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้ง เป็นแบบนี้เรื่อยมาจนชักจะเอียนเลี่ยนไปเหมือนกัน กระทั่งทุกวันนี้หนังซูเปอร์ฮีโร่ถูกพัฒนาให้มีความจริงจังมากขึ้น มีประเด็นให้ขบคิด ตัวละครแต่ละตัวถูกปูพื้นให้มีตื้นลึกหนาบาง เป็นชีวิตที่มีเลือดเนื้อจริงๆ มากขึ้น ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นแบทแมน The Dark Knight ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ทิ้งประเด็นเรื่องความดีความชั่ว เส้นแบ่งระหว่างฮีโร่และวายร้ายไว้อย่างมีชั้นเชิง ซึ่ง The Amazing Spider-Man ที่เป็นสไปเดอร์แมนฉบับรีบูทใหม่ล่าสุดก็เหมือนจะยึดแนวทางคล้ายๆ กัน โดยพยายามปูพื้นถึงอดีตและสภาวะจิตใจทั้งภายในและภายนอกหน้ากากของปีเตอร์ พาร์คเกอร์ รวมถึงขมวดปมต่างๆ เอาไว้อย่างน่าติดตามทีเดียว เรียกได้ว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่ทุกวันนี้ไม่ใช่หนังบู๊ที่สักแต่เอาฮีโร่มาฟาดฟันกับเหล่าร้ายอีกต่อไปแล้ว
 
 
ด้วยความที่นี่ไม่ใช่บทความรีวิวหนัง (อีกแระ) ดังนั้น ผมคงไม่มานั่งแจกแจงว่า The Amazing Spider-Man เนื้อเรื่องเป็นอย่างไร สามารถเปรียบมวยกับ The Dark Knight ได้แค่ไหน เทียบกับ Spider-Man เวอร์ชั่นเก่าแล้วดีหรือแย่กว่ากันยังไง แต่จะพูดถึงประเด็นเรื่องความชอบธรรมในการตั้งตนเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ทั้ง The Dark Knight และ The Amazing Spider-Man ต่างพยายามนำเสนอออกมาในทำนองคล้ายๆ กัน นั่นคือต่อให้แบทแมนหรือสไปเดอร์แมนจะปราบเหล่าร้ายและช่วยเหลือคนดีได้มากแค่ไหน แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว เพราะการจัดการกับผู้ที่ละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมืองด้วยวิถีทางที่อยู่นอกกฎหมายบ้านเมืองอย่างการตั้งตนเป็นศาลเตี้ยย่อมไม่อาจนับเป็นครรลองในการอำนวยความยุติธรรมที่แท้จริงได้
 
 
จริงอยู่ที่กฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ นั้นมิได้ถูกต้องเสมอไป หลายครั้งอาจมีช่องว่างช่องโหว่ มีข้อบกพร่องที่ทำให้คนชั่วลอยนวลไปได้ ไหนจะเต็มไปด้วยระเบียบขั้นตอนอันชักช้า ยุ่งยาก จุกจิก จนคนดีๆ หลายคนเหนื่อยหน่ายใจ ตัวกฎหมายหรือกฎเกณฑ์เองจึงไม่อาจถือว่าเป็นความยุติธรรมอันแท้จริงได้เช่นกัน แต่การอยู่ร่วมกันในสังคมย่อมต้องมีกติกา ยิ่งในสังคมขนาดใหญ่ระดับประเทศแล้วก็ยิ่งต้องมีกติกาที่จับต้องได้ เข้าถึงได้ และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ตราบใดที่ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่เที่ยงตรงกว่ามาทดแทน ทุกคนที่อยู่ในสังคม ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ เห็นด้วยหรือไม่ ต่างก็ต้องเคารพในกติกากลางนี้ การปกครองด้วยกฎหมายจึงเป็นการใช้ระบบปกครองคน โดยมีคนเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนระบบอีกที  ข้อดีก็คือมันมีความมั่นคง แน่นอน ไม่แปรผันง่าย แม้แต่คนที่พยายามจะหลบเลี่ยงเงื้อมมือกฎหมายก็ยังต้องพยายามหาข้ออ้างข้อเถียงเพื่อสร้างความชอบธรรมทางกฎหมายให้กับตัวเองจึงจะสามารถดำรงตนในสังคมอยู่ต่อไปได้อย่างราบรื่น แต่ระบบที่จะใช้ปกครองคนจำนวนมากขนาดนี้ย่อมต้องมีความละเอียดอ่อนและลึกซึ้งเป็นอย่างมาก ซึ่งยิ่งพยายามออกแบบให้ครอบคลุมมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดูอุ้ยอ้าย ขยับเนื้อขยับตัวลำบากเข้าไปทุกที ด้วยเหตุนี้การที่มีผู้ทรงอำนาจพอจะอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งหลายดังกล่าว ลุกขึ้นมาใช้อำนาจที่มี เพื่อพุ่งตรงไปสู่ผลลัพธ์คือความถูกต้องยุติธรรม จึงกลายเป็นวีรบุรุษในสายตาของใครหลายคนไป
 
 
อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงคันปากอยากเถียงว่าในเมื่อมันสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้รวดเร็ว แถมยังสามารถจัดการกับสิ่งที่อยู่ไกลเกินเงื้อมมือกฎหมายได้ แล้วทำไมถึงต้องประณามกันด้วยล่ะ? หรือเห็นตัวอักษรที่ถูกออกแบบไว้สำคัญกว่าความถูกต้องแท้จริงที่สังคมควรได้รับ?
 
 
สาเหตุที่เราไม่อาจยอมรับการใช้อำนาจนอกกฎเกณฑ์เป็นความถูกต้องได้อาจเพราะมันเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากการปกครองด้วยระบบมาเป็นการปกครองด้วยความยุติธรรมส่วนบุคคล กล่าวคือถ้าผู้มีพลังอำนาจนั้นดีก็ดีไป แต่ถ้าตรงกันข้ามก็เตรียมฉิบหายกันได้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการตีความคำว่า “ยุติธรรม” ที่แตกต่างกันไปได้ร้อยแปด มันจึงเป็นความยุติธรรมที่มีความแน่นอนในระดับที่ต่ำมากๆ นอกจากนี้การปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งทำตามอำเภอใจโดยไม่แยแสต่อระบบระเบียบที่ถูกออกแบบไว้มันยังลดทอนศรัทธาที่มีต่อกติกากลางลงอย่างมาก เมื่อกฎหมายไร้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนต่างใช้ชีวิตไปตามความเชื่อในความยุติธรรมในแบบของตัวเอง แล้วสังคมจะมิวุ่นวายไปกันใหญ่หรือ?
 
 
ที่กล่าวมานี่ใช่ว่าผมจะมองว่ากฎหมายคือสีขาวส่วนอำนาจนอกกฎเกณฑ์คือสีดำหรอกนะครับ เพราะบ่อยครั้งผมเองก็แอบซูฮกอำนาจใต้เข็มขัดบางอย่างเวลาที่ทำอะไรได้โดนใจอยู่เหมือนกัน  สรุปแล้วไม่ว่าทางไหนก็ดูเป็นสีเทาทั้งนั้น เส้นแบ่งระหว่างวีรบุรุษกับศาลเตี้ยอาจอยู่ที่เจตจำนงค์อันบริสุทธิ์หรืออะไรก็สุดแท้แต่จะคิด แต่ใครที่วางแผนจะเล่นนอกระบบก็ขอให้เตรียมใจรับผลที่จะตามมา และอย่าได้สำคัญตัวผิดคิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่ที่ใครแตะต้องไม่ได้  เพราะแม้แต่แบทแมนหรือสไปเดอร์แมนในหนังเองก็ยังไม่เคยยกยอตัวเองว่าเป็นตัวแทนความยุติธรรมให้ได้ยินเลยสักครั้งเดียว...
 

Comment

Comment:

Tweet

ผมว่าท่านไปหาอ่านกาตูนเรื่อง "โอนิบาคุ" ก่อนค่อยมาวิจารเรื่องฮีโร่ดีกว่ามั้งครับ ^^

#13 By Probert (103.7.57.18|110.169.236.238) on 2012-08-22 02:20

จากบทพูดใน Batman Begin ไม่เป๊ะแต่ประมาณนี้
บลูซ : คุณจะทำตัวเป็นศาลเตี้ย?
ราช : ไม่ พวกนั้นถูกจับได้ ถูกฆ่าได้ แต่ถ้าคุณเหนือกว่านั้น มันจะกลายเป็นอีกอย่างหนึ่งโดยสิ้นเชิง
บลูซ : นั่นคือ?
ราช : ตำนาน...
เพราะงั้นซูปเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่ศาลเตี้ยครับ(ฮา)

#11 By MM (103.7.57.18|171.7.229.197) on 2012-08-04 20:56

ผมว่าคุณคงดูขุนเดชมากไปหน่อยนะ

#10 By GunZ (103.7.57.18|202.29.18.103) on 2012-08-03 11:29

ถ้ายังงั้นซุปเปอร์ฮีโร่ ทุกคนยกเว้น กัปตันอเมริกา คือศาลเตี้ย
แม้แต่ ซุปเปอร์แมน ก็ใช่ ไม่เห็นมีใครมาตามจับ
ซุปเปอร์ฮีโร่ ทุกคนยกเว้น กัปตันอเมริกา (มันเป็นทหาร)
ที่มีพลัง มากพอที่จะปกป้องคนอื่นๆ (ไม่ใช่ปกครอง)
จะมีความคิดที่ตรงกันเรื่องนึง
นั้นคือ จะไม่อยู่ใต้อำนาจใคร ไม่ให้ใครใช้ตัวเองเป็นเครื่องมือ
สิ่งนี้คือสิ่งที่คนมี(ยศและอำนาจ)ทางสังคมกลัว
เพราะมันควบคุมไม่ได้ และใช้งานให้ผลประโยชน์แก่ตนเองไม่ได้
พวกคน ที่เป็นคนดีแต่กลัวซุปเปอร์ฮีโร่ พวกนี้กลัวว่า หากซุปเปอร์ฮีโร่เกิดบ้าขึ้นมา
และใช้พลังขึ้นปกครองตน ไม่ใช่การปกป้องอีกต่อไป
ซุปเปอร์ฮีโร่ มีได้จากต้องสู้กับผู้ร้าย
1. ผู้ร้ายที่ทางรัฐ ไม่สามารถ-ไม่มีกำลัง ต่อกรได้
2. ผู้ร้ายที่มีอธิพลต่อหัวหน้ารัฐภายใน

#9 By yoyyay2 (103.7.57.18|202.29.26.252) on 2012-07-25 10:22

ยินดีครับ ^^

#8 By neooak on 2012-07-23 18:01

ชอบครับ ^^ 
ขออนุญาตนำบางข้อความไปใช้นะครับ

#7 By Ruicosta (103.7.57.18|101.51.226.23) on 2012-07-23 12:37

ผมว่าบางผู้พิทักธิ์กฏหมาย อย่างตำรวจ ดันละเมิดกฏหมายซะเอง หรือหลงอำนาจเงิน รับส่วยจากคนชั่ว หรือไม่กล้าทำตามหน้าที่เพราะเจอคนใหญ่คนโต รวมถึงบางทั้งดันทำอะไรอืดอาดด้วย สังคมจึงต้องการฮีโร่ที่ไม่หวังผลตอบแทนมาช่วยเหลือมั้งครับ

#6 By wind (103.7.57.18|172.16.2.125, 110.171.69.197) on 2012-07-20 19:39

ิวิเคราะห์ ได้เฉียบงับ

#5 By JJ (103.7.57.18|124.120.96.250) on 2012-07-19 23:43

ไม่จริง ครับ  พลังของสไปเดอแมนคืออะไรครับ
ปล่อยใย จับคนร้าย     มัดตัวไว้   ไม่ได้ใช้ปืนยิงๆๆ
ส่วนสัตว์ประหลาด จำได้ว่ามีภาคนึง สไปเดอร์ ช่วยชีวิตไว้ แล้วมันมาแว้งกัดอีก  เฮ้อ

#4 By mnitsiya (103.7.57.18|124.122.183.42) on 2012-07-19 10:46

ปุ่มไลค์อยู่ด้านบนขวาคับ ขอบคุณนะเจี๊ยบ ^^

#3 By neooak on 2012-07-17 05:12

นับได้ห้าป่ะ เว้นวรรค งงๆนะ 555

#2 By ่ำ๋๋ำ่่jeab (103.7.57.18|171.98.105.10) on 2012-07-16 23:21

มีปุ่มไลค์มั้ยคะ? อิอิ
อืมม ตอนที่เจี๊ยบดูสไปเดอร์แมน เจี๊ยบคิดคนละมุมกะพี่โอ๊คเลยอ่ะ ขอแชร์สิ่งที่ตัวเองคิดบ้างนะ
เจี๊ยบได้ข้อคิดว่า คนเราในสังคมมีอยู่ 5 ประเภท
คนเลว ที่ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง และหลอกใช้คนอื่นคนเลว ที่เลวเพราะสภาพแวดล้อมหรือความจำเป็นบางอย่างคนดี ที่คิดว่าคนอื่นที่ต่างไปจากตัวเองและแนวทางเดิมๆเป็นคนไม่ดี และพาลไม่ชอบหน้า แม้ว่าที่จริงแล้วจะมีจุดมุ่งหมายดีเหมือนกันคนดี ที่มุ่งแต่ผลลัพธ์ ไม่สนใจวิธีการ และไม่ประนีประนอมคนไม่ดีไม่เลว แต่ไม่สนใจว่าใครจะเลวจะดี ....

#1 By ่ำ๋๋ำ่่jeab (103.7.57.18|171.98.105.10) on 2012-07-16 23:19